(ครุฑ)

พระราชบัญญัติ

การชลประทานหลวง (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2518

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

ให้ไว้ ณ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518

เป็นปีที่ 30 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ  ให้ประกาศว่า

โดยเป็น การสมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้  โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาร่างรัฐธรรมนูญในฐานะรัฐสภา  ดังต่อไปนี้

มาตรา 1         พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า  “พระราชบัญญัติการชลประทานหลวง (ฉบับที่ 4)  พ.ศ. 2518”

มาตรา 2         พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา  เป็นต้นไป

มาตรา 3      ให้ยกเลิกคำนิยาม  "การชลประทาน"  ในมาตรา 4  แห่งพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช 2485      ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง (ฉบับที่ 3)  พ.ศ. 2507  และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“การชลประทาน” หมายความว่า กิจการที่กรมชลประทานจัดทำขึ้นเพื่อให้ได้มาซึ่งน้ำหรือเพื่อกัก เก็บ รักษา ควบคุม ส่ง ระบายหรือแบ่งน้ำเพื่อเกษตรกรรม การพลังงาน การสาธารณูปโภค หรือการอุตสาหกรรม และหมายความรวมถึงการป้องกันความเสียหายอันเกิดจากน้ำ   กับรวมถึงการคมนาคมทางน้ำซึ่งอยู่ในเขตชลประทานด้วย”

มาตรา 4        ให้ยกเลิกความในมาตรา  8  แห่งพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช  2485      ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2507 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา 8  รัฐมนตรีมีอำนาจเรียกเก็บค่าชลประทานจากเจ้าของ หรือผู้ครอบครองที่ดินในเขตชลประทาน  หรือจากผู้ใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานไว้ว่า ผู้ใช้น้ำจะอยู่ในหรือนอกเขตชลประทาน  โดยออกเป็นกฎกระทรวงกำหนด

(1)     ทางน้ำชลประทานแต่ละสายหรือแต่ละเขตที่จะเรียกเก็บค่าชลประทานโดยแสดงแผนที่แนวเขต

(2)     เขตและท้องที่ซึ่งเป็นเขตชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทานโดยแสดงแผนที่แนวเขต

(3)     อัตราค่าชลประทานที่จะเรียกเก็บจากเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินในเขตชลประทาน หรือจากกผู้ใช้น้ำเพื่อเกษตรกรรมนอกเขตชลประทาน

(4)     อัตราค่าชลประทานที่จะเรียกเก็บจากผู้ใช้น้ำเพื่อกิจการโรงงาน  การประปา

(5)     หลักเกณฑ์ ระเบียบและวิธีการในการจัดเก็บหรือชำระค่าชลประทาน  ตลอดจนการยกเว้น ลดหย่อน  หรือวิธีการผ่อนชำระค่าชลประทาน

อัตราค่าชลประทานที่จะเรียกเก็บจากเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินในเขตชลประทาน      หรือจากผู้ใช้น้ำเพื่อเกษตรกรรมนอกเขตชลประทาน ให้เรียกเก็บได้ไม่เกินไร่ละห้าบาทต่อปี

อัตราค่าชลประทานสำหรับการใช้น้ำเพื่อกิจการโรงงาน การประปา หรือกิจการอื่น  ให้เรียกเก็บได้ไม่เกินลูกบาศก์ละห้าสิบสตางค์

มาตรา 5           ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 8 ทวิ  แห่งพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช 2485

“มาตรา 8 ทวิ  ให้ตั้งทุนหมุนเวียนขึ้นในกรมชลประทาน  เรียกว่าทุนหมุนเวียนการชลประทาน

ค่าชลประทานที่เก็บได้ตามมาตรา 8 ให้นำส่งเข้าบัญชีทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน โดยไม่ต้องนำส่งคลังเป็นเงินรายได้แผ่นดิน

การใช้จ่ายเงินของทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน ให้กระทำได้เฉพาะการชลประทาน ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด  โดยความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง

ภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณทุกปี ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศรายงานการรับจ่ายเงินของทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทานในราชกิจจานุเบกษา

รายงานการรับจ่ายเงินตามวรรค 4  เมื่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินได้ตรวจสอบแล้ว    ให้ทำรายงานผลการตรวจสอบเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอรัฐสภาทราบ”

มาตรา 6           ให้ยกเลิกความในมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช 2485  และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา 28  ห้ามมิให้ผู้ใดทิ้งมูลฝอย ซากสัตว์ ซากพืช เถ้าถ่าน หรือสิ่งปฏิกูลลงในทางน้ำชลประทาน  หรือทำให้น้ำเป็นอันตรายแก่การเพาะปลูกหรือการบริโภค

ห้ามมิให้ผู้ใดปล่อยน้ำซึ่งทำให้เกิดเป็นพิษแก่น้ำตามธรรมชาติ หรือสารเคมีเป็นพิษลงในทางน้ำชลประทาน    จนอาจทำให้น้ำในทางน้ำชลประทานเป็นอันตรายแก่เกษตรกรรม การบริโภค อุปโภค หรือสุขภาพอนามัย”

มาตรา 7           ให้ยกเลิกความในมาตรา 36 และมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช 2485    ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2507 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา 36  ผู้ใดไม่ชำระค่าชลประทานตามที่กำหนดในกฎกระทรวงออกตามความในมาตรา 8 (3) หรือ (4)      ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสิบเท่าของค่าชลประทานที่ค้างชำระ

เมื่อผู้กระทำความผิดตามวรรค 1 ได้นำค่าชลประทานที่ค้างชำระ และเงินเพิ่มอีกหนึ่งเท่าของค่าชลประทานดังกล่าว        มาชำระแก่เจ้าพนักงาน  ภายในเวลาที่เจ้าพนักงานกำหนดให้แล้ว  ให้ยกเว้นโทษในคดีนั้นเสีย

มาตรา 37         ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 23 วรรค 1 มาตรา 24 วรรค 1 มาตรา 28 วรรค 1 มาตรา 30 หรือมาตรา 31 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 28 วรรค 2  ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

สัญญา  ธรรมศักดิ์

นายกรัฐมนตรี

(92 ร.จ.1  ตอนที่ 33 (ฉบับพิเศษ)  ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2518)

 

 

 

หมายเหตุ เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้คือ เนื่องจากในปัจจุบันนี้กิจการชลประทานได้ขยายตัวกว้างขวางขึ้นนอกจากการใช้น้ำเพื่อเกษตรกรรมแล้ว  มีการใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานเพื่อกิจการโรงงาน  การประปา  การอุตสาหกรรม และกิจการอื่นด้วย   แต่ปรากฎว่าบทบัญญัติบางมาตราแห่งกฎหมายว่าด้วยการชลประทานหลวงที่ ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันไม่อาจเรียกเก็บค่าชลประทานจากผู้ประกอบกิจการ  โรงงาน  การประปา  และกิจการอื่นเป็นการตอบแทนได้             กับเพื่อประโยชน์แก่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในส่วนที่เกี่ยวกับการชลประทาน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น

 

กฎกระทรวงเกษตราธิการ

ออกตามความในพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช 2485

 

 

 

กฎให้ไว้ ณ วันที่ 22 กันยายน  ประกาศในราชกิจจานุเบกษา  เล่ม 59  ตอนที่ 62  หน้า 1708  ลงวันที่ 22 กันยายน 2485    ถูกยกเลิกโดยกฎกระทรวงเกษตราธิการ  ออกตามความในพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง  พ.ศ. 2485  (ฉบับที่ 2) จึงไม่ได้ลงพิมพ์ไว้

 

 

กฎกระทรวงเกษตราธิการ

ออกตามความในพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง  พุทศักราช 2485 (ฉบับที่ 2)

 

 

 

กฎให้ไว้ ณ วันที่ 11 เมษายน 2487 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 61 ตอนที่ 27 หน้า 470  ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2487 ถูกยกเลิกโดยกฎกระทรวงเกษตราธิการ (ฉบับที่ 3)  ออกตามความในพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พ.ศ. 2485 จึงไม่ได้พิมพ์ลงไว้

 

 

กฎกระทรวงเกษตราธิการ

(ฉบับที่ 3)

ออกตามความในพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช 2485

 

 

 

ให้ไว้ ณ วันที่ 12 มกราคม 2489  ประกาศในราชกิจจานุเบกษา  เล่ม 63  ตอนที่ 6  หน้า 58  ลงวันที่ 22 มกราคม 2489       ถูกยกเลิกโดยกฎกระทรวงฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2497)  แล้วจึงไม่พิมพ์ลงไว้

 

 

กฎกระทรวง

ฉบับที่ 4 (.. 2490)

ออกตามความในพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช 2485

 

 

 

ให้ไว้ ณ วันที่ 6 ตุลาคม 2490 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 64  ตอนที่ 49 หน้า 647 ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2490  ถูกยกเลิกโดยกฎกระทรวงฉบับที่ 9  (พ.ศ. 2509) ฯลฯ แล้วจึงไม่พิมพ์ลงไว้

 

กฎกระทรวง

ฉบับที่ 5 (.. 2497)

ออกตามความในพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช 2485

 

 

 

กฎให้ไว้ ณ วันที่ 28 ธันวาคม 2497  ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 71 ตอนที่ 88 ฉบับพิเศษ หน้า 150 ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2497  ถูกยกเลิกโดยกฎกระทรวงฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2507) ฯลฯ  จึงไม่ได้พิมพ์ลงไว้

 

 

กฎกระทรวง

ฉบับที่ 6 (.. 2508)

ออกตามความในพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช 2485

 

 

 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 13 จัตวา  แห่งพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช  2485    ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง (ฉบับที่ 3)  พ.ศ. 2507  และมาตรา 42  แห่งพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช 2485  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติออกกฎกระทรวงไว้ดังต่อไปนี้

ข้อ 1        บัตรประจำตัวเจ้าพนักงานให้เป็นไปตามแบบท้ายกฎกระทรวงนี้

ข้อ 2        รูปถ่ายที่จะปิด บัตรประจำตัวเจ้าพนักงานให้เป็นรูปถ่ายครึ่งตัว หน้าเต็ม ท่าปกติ ไม่สวมหมวก ขนาด 3 X 4 เซนติเมตร

ให้ไว้ ณ วันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2508

พจน์  สารสิน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ

(82 ร.จ. 724 ตอนที่ 73  ลงวันที่ 7 กันยายน 2508)

 

 

หมายเหตุ เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้คือ  เนื่องจากมาตรา 13 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช 2485   ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2507  กำหนดให้เจ้าพนักงานต้องแสดงบัตรประจำตัวเมื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องร้องขอ         และบัตรประจำตัวเจ้าพนักงานต้องเป็นไปตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวง  จึงต้องออกกฎกระทรวงนี้  เพื่อกำหนดแบบบัตรประจำตัวเจ้าพนักงานขึ้นไว้

 

 

กฎกระทรวง

ฉบับที่ 7 (.. 2508)

ออกตามความในพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช 2485

 

 

 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 14  จัตวา  แห่งพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง  พุทธศักราช 2485   ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง (ฉบับที่ 3)  พ.ศ. 2507 และมาตรา 42  แห่งพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช 2485       รัฐมนตรีการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติออกกฎกระทรวงไว้ดังต่อไปนี้

ข้อ 1        ให้ยกเลิกกฎกระทรวงฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2497)  ออกตามความในพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช 2485

ข้อ 2        ให้กรมชลประทานเรียกเก็บค่าบำรุงทางน้ำชลประทานจาก

ก      ผู้ใช้เรือหรือแพที่ผ่านประตูน้ำ ประตูระบาย หรือผ่านบริเวณทำนบ หรือประตูระบายโดยทางสาลี่ตามอัตราที่กำหนดในบัญชี ก.    ท้ายกฎกระทรวงนี้

ข.    ผู้รับใบอนุญาตเดินเรือยนต์หรือเรือกกลไฟรับจ้างขนส่งคนโดยสารหรือสินค้าหรือรับจ้างลากจูงในทางน้ำชลประทานประเภท 2   เป็นรายปีตามอัตราที่กำหนดในบัญชี ข.  ท้ายกำกระทรวงนี้

ข้อ 3        ให้กรมชลประทานเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใบสำคัญวัดเรือ บัตรยกเว้นค่าบำรุงทางน้ำชลประทาน  และใบแทนใบอนุญาตตามอัตราที่กำหนดในบัญชี ค. ท้ายกฎกระทรวงนี้

ข้อ 4        ในการชำรุค่าบำรุงทางน้ำชลประทานตามข้อ 2 ก.  ผู้ชำระค่าบำรุงทางน้ำชลประทานต้องแสดงใบสำคัญวัดเรือของเรือลำนั้นต่อเจ้าพนักงานทุกครั้ง

ข้อ 5        ให้ยกเว้นค่าบำรุงทางน้ำชลประทานให้แก่เรือดังต่อไปนี้

ก.     เรือพระที่นั่งพระมหากษัตริย์ พระราชินี สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ หรือเรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ รวมทั้งเรือติดตามในขบวนด้วย

ข.    เรือนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี

ค.     เรือที่พระภิกษุควบคุมมา และมีหนังสือเจ้าอาวาสรับรองว่าเรือนั้นใช้ในสมณกิจ

ง.     เรือแจวหรือเรือพายขนาดกว้างไม่เกิน 1 เมตร     ที่มีบัตรยกเว้นค่าบำรุงทางน้ำชลประทาน

จ.     เรือที่ได้รับยกเว้นเป็นหนังสือจากอธิบดีกรมชลประทาน

 

 

ให้ไว้ ณ วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2508

พจน์  สารสิน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ

(82 ร.จ.786 ตอนที่ 80  ลงวันที่ 28 กันยายน 2508)

 

 

 

หมายเหตุ เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้คือ  ตามพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช 2485   ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2485  ให้ยกเลิกค่าบำรุงทางน้ำชลประทานฉบับเดิม  และให้ใช้บัญชีฉบับใหม่แทน      จึงเห็นสมควรออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าบำรุงทางน้ำชลประทาน  และอัตราค่าธรรมเนียมขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติดังกล่าว

 

บัญชี ก.  อัตราค่าบำรุงทางน้ำชลประทานที่เรียกเก็บจากผู้ใช้เรือ แพ ผ่านประตูน้ำ ประตูระบาย หรือผ่านบริเวณทำนบ หรือประตูระบายโดยทางสาลี่